วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

SWOT คืออะไร…?
SWOT เป็นหลักการวิเคราะห์รูปแบบหนึ่ง ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาตั้งแต่ปี 1960 โดยจะใช้ในการประเมินสถานการณ์และวางแผนกลยุทธ์ รวมทั้งตรวจสอบสภาพองค์กรทั้งภายในและภายนอก โดยจะทำการวิเคราะห์ข้อมูล 4 อย่างด้วยกันคือ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อแก้ไขปัญหาภายในและภายนอกขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

องค์ประกอบของ SWOT
องค์ประกอบของ SWOT มีทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ SWOT นั่นเอง ซึ่งเป็นการนำตัวอักษรหน้าในภาษาอังกฤษของหลักการทั้งหมด 4 อย่างมารวมกัน เพื่อความสะดวกสบายและง่ายในการจดจำนั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วย
1. จุดแข็ง (Strength) คือ ความสามารถและสถานการณ์ที่ดีภายในองค์กร
2. จุดอ่อน (Weakness) คือ ความสามารถและสถานการณ์ที่เป็นข้อด้อยขององค์กร ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข
3. โอกาส (Opportunity) คือ หนทางที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
4. อุปสรรค (Threat) คือ ปัจจัยที่ขัดขวางการทำงานขององค์กร
ใช้ SWOT วิเคราะห์ปัญหาอย่างไร…?
ซึ่งในใช้หลักการ SWOT ในการวิเคราะห์ปัญหานั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. การวิเคราะห์จากปัจจัยภายใน (Internal analysis) โดยเป็นการวิเคราะห์จากจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร
2. การวิเคราะห์จากปัจจัยภายนอก (External analysis) โดยเป็นการวิเคราะห์จากโอกาสและอุปสรรค ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับสังคม การเมือง ประชาชน เศรษฐกิจ เป็นต้น
โดยในการวิเคราะห์ตามหลักการ SWOT ที่ถูกต้องนั้นต้องหาจุดแข็งเพื่อลบจุดอ่อน รวมถึงหากลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้โอกาสที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอุปสรรคต่างๆ นั่นเอง
ดังนั้น SWOT จึงเป็นหลักการวิเคราะห์และวางแผนการทำงานขององค์กร เพื่อให้บรรลุความสำเร็จและมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งในการวิเคราะห์นั้นต้องวิเคราะห์จากปัจจัยภายในได้แก่ จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร รวมถึงปัจจัยภายนอกได้แก่ โอกาสและอุปสรรค เพราะนอกจากจะสามาระแก้ไขปัญหาภายในและภายนอกองค์กรได้แล้ว ยังทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย…
แหล่งอ้างอิง http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/swot/

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อาจาร์ยได้ให้ส่ง Mood bord ส.2 วิสาหกิจชุมชน จ.สิงห์บุรี


art work





วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


อาจารย์ได้เชิญวิทยากรมาพูดให้ฟัง โดย คุณประสิทธิ์ คุณพันธสัญญา และคุณวรรณะ  คุณประสิทธิ์พูดเกีืยวกับตลาดตอนนี้สอนเทคโนโลยีใหม่ๆที่เรายังไม่รู้ได้ความรู้ใหม่ๆมากขึ้นและการวางตัวการเป็นมืออาชีพ
และอาจารย์ให้ไปดูเว็บแหล่งอ้างอิง:  http://www.boxcaptain.com/
เว็บไซต์นี้เป็นเว็บที่ออกแบบและขายบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสิ่งที่อาจาร์ยต้องการคือ
 นำต้นแบบบรรจุภัณฑ์ในเว็บ1อย่าง มาพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานในรูปที่ที่แตกต่างออกไป 
โดยใช้โปรแกรม Ai ในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่สำคัญการทำงานครั้งนี้ต้องแยก Layer ให้ถูกต้อง  

ส่ง ส.1(สืบค้น) วิสาหกิจชุมชน จ.สิงห์บุรี






วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559


ในวันนี้เป็นวันที่ต้องแสดงงาน ประกวดของ Kim-Pai เพื่อนำเสนอแนวคิดให้อาจาร์ยได้พิจารณาข้อบกพร่องที่ต้องไปแก้ไข
 โดยผลสรุปคือมีแค่ 3 กลุ่ม ที่ได้รับคัดเลือกจากอาจาร์ยให้สามารถส่งประกวดได้ 

moodbord kimpai







วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

สรุปผลการเรียนรู้ครั้งที่4 วันที่ 13 กันยายน 2559

ในวันนี้อาจาร์ยได้ให้พรีเซ้น mood bord ส.1 พูดถึงแนวคิดวิธีการ และความต้องการของผู้ประกอบการ 


วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

สรุปผลการเรียนวันที่ 7 กันยายน 2559

อาจารย์ให้ส่งงาน

1.ไฟล์ .pdf ที่ได้จาก save file. ของ templatemaker อย่างน้อย 3 ไฟล์รูปแบบที่แตกต่าง

2.ไฟล์ .ai รูปกล่องที่บอกขนาด มิติ อย่างน้อย 5 ไฟล์ มีแบบที่พัฒนาต่อยอด - พร้อมไฟล์ Die-Cut พร้อม artwork

3.ไฟล์ภาพถ่ายมุมมองทุกแบบที่ตัดพับกล่องขึ้นรูป แบบแพทเทิร์นแลผลการะออกแบบพัฒนาแบบกล่องบรรจุภัณฑ์อีก 3 แบบ ถ่ายมุมมองหกด้าน บน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง และมุมมองทัศนียภาพที่สวยดีที่สุด ใช้กล่องถ่ายภาพที่มีในห้องเรียนได้ ช่วยกันรักษา











4.ไฟล์งานโปรแกรม SketchUp .skp แบบรูปกล่องทั้ง 5 แบบ ขนาดเท่าจริงที่ตัดแบบ มี dimension บอกขนาด พร้อมกราฟิกแสดงร่วมในแบบกล่อง รวม 5 ไฟล์ตามแบบ พร้อมส่งออกรูปแสดงเป็นไฟล์ .jpg ขนาดกว้าง 1024 pixels

ผลสรุปจากการได้ไปฟังสัมมนาทางด้านการสร้างสรรค์งานออกแบบการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

สรุปการไปการสัมมนาด้านการสร้างสรรค์งานออกแบบการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์





วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้คือ คุณมยุรี ภาคลำเจียก ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทยและ คุณสมชนะ กังวารจิตต์ Executive Creative Director บริษัท Prompt Design งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นที่ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชาชูปถัมป์ 99 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 ในวันอังคารที่ 30สิงหาคม 2559 เวลา 8.30 – 12.00 น. จากการได้ไปสัมมนา ของ KIM PAI   ได้รู้หลักเกณฑ์ของผลงานที่เข้าประกวดและคุณสมบัติของผู้เข้าประกวดจากนั้นได้ฟังคำบรรยาย จาก อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก พูดถึงเรื่องรูปแบบและโครงสร้างบรรจุภัณฑ์สิ่งที่นักออกแบบต้องคำนึงถึงความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ ว่ามีอะไีบ้าง โดยสรุปคร่าวๆ มีทั้งหมด2ด้าน คือ ด้านเทคนิค และด้านการตลาดหน้าที่และความสำคัญของบรรจุภรรณ์
1.ปลอดภัยในอาหาร  2.รักษาคุณภาพสินค้าให้ได้อายุการเก็บที่กำหนด 3.ให้ความสะดวกต่อการใช้งาน 4.เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าในการผลิตบรรจุภัณฑ์ 5.ป้องกันสินค้าจากความเสียหายจากการลำเลียงขนส่ง
บรรจุภัณฑ์เพื่อการขายปลีกมี2แบบคือ
บรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ คือ ซองที่อยู่ข้างในต้องมีความปลอดภัยในการสัมผัสอาหาร
บรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิ คือ ซองข้างนอกที่มีรูปลักษณ์ต่างๆๆ
  • Self ready packing
วัสดุและรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อหารขายปลีก หน้าที่การออกแบบโครงสร้าง การเลือกใช้ปลอดภัยในการสัมผัสอาหารPrimary pkg ใช้วัสดุผ่าน FCM Regulaรักษาคุณภาพสินค้าPrimary pkg ป้องกันน้ำ
ให้ความสะอาด    รูปแบบที่สะอาด เปิดง่ายเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตบรรจุภัณฑ์และการบรรจุภัณฑ์(ต้นทุน รูปแบบและวัสดุที่ขึ้นรูปง่าย
Sustainability
จากนั้นก็แนะแนวการใช้รูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่างๆๆ มีการสอย ทำ Lable Types ต่างๆๆที่เหมาะสำหรับกับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เราจะใช้ในการออกแบบ มีฉลากกาว แบบพันรอบ แบบสวม แบบสติ๊กเกอร์
ช่วงที่2 ฟังคำบรรยายจาก คุณสมชนะ กังวารจิตต์จิตต์ Executive Creative Director บริษัท Prompt Design นักออกแบบระดับโลก ผู้มีประสบการณ์การทำงานกับนักออกแบบระดับโลกมานาน สอนเรื่องการทำโลโก้ ทำให้เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับโลโก้ มีเทคนิดใหม่ๆ มีมุมมองใหม่ๆในการทำงานในการออกแบบ โลโก้ การดูมุมมองหลายๆด้านในการทำงาน การมองความสำคัญของโลโก้ การทำงานใหม่ๆๆการแยกประเภทโลโก้ ว่าโลโก้มีอะไรบ้างดังนี้
1. sybol คือโลโก้ที่ไม่มีชื่อเช่น apple,nike 2. word mark คือโลโกที่มีแต่ตัวอักษรเช่น google,fedEx 3.Letter mark คือโลโก้ที่เป็นตัวอักษรย่อ 4.Emblems คือโลโก้ที่เป็นตราสัญลักษณ์และมีชื่ออยู่ข้างในตราสัญลักษณ์ 5.Combinution markคือโลโกรูปผสม


สรุป ได้ประโยชน์มากค่ะที่ได้ไปสัมมนาครั้งนี้ ได้ความรู้ใหม่ๆที่ไม่เคยรู้ ได้เทคนิคการทำงาน การเลือกใช้บรรจุภัณ์ต่างๆ ที่มาที่ไปของlogo ดิฉันจะนำความรู้ที่ได้มาจะนำไปพัฒนาความคิดของตนเองเพื่อที่จะทำงานประกวดออกมาคะ


สรุปผลการเรียนรู้ครั้งที่2 วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2559

 ในวันนี้ได้ไปดูและฟังงานวิจัยที่อาจาร์ยและทีมงานนำเสนอเรื่อง ChaiNat Community's Brand & Packaging Design เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการและดำเนินงานของตนเองได้อย่างมีความเข้าใจมากขึ้น








สิ่งที่ได้รับจากการนั่งฟังการนำเสนองานวิจัย
-ได้รู้เกี่ยวกับประวัติของผู้ประกอบการแต่ละท่านว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์ทุกวันนี้ กว่าจะได้ส่งออกขายต่างประเทศ มีรายได้มากมาย จะต้องผ่านความยากลำบากแค่ไหน
-ได้รู้เกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติมไปในตัว
-ได้แนวทางการดำเนินงาน
-ได้เห็นว่าการวิจัยสินค้าสักอย่างหนึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก
-ได้รู้ว่าการที่สินค้าหรือโปรดักจะออกมาวางขายได้นั้น ผู้ออกแบบต้องเข้าถึงผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง
-ได้รับรู้เกี่ยวกับอุปสรรค์การทำงาน




วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

“วิสาหกิจชุมชน”

วิสาหกิจชุมชน 
วิสาหกิจชุมชน คืออะไรโดยนิยามกว้าง ๆ วิสาหกิจชุมชนคือ การประกอบการขนาดย่อมและขนาดจิ๋วของชุมชนเพื่อการจัดการ "ทุน" ของชุมชนอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพึ่งเอง (SMCE -Small and Micro Community Enterprise) วิสาหกิจชุมชนขนาดย่อม มีสมาชิกมากกว่า 15 คน วิสาหกิจชุมชนขนาดจิ๋ว มีสมาชิกตั้งแต่ คน ถึง 15 คน 
"ทุนชุมชน" มีอะไรบ้าง ทุนชุมชนมีทั้งทุนที่เป็นเงิน ทุนที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ทุนที่เป็นผลผลติทุนความรู้ ภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นพี่น้องและความไว้ใจกันของชุมชน 
องค์ประกอบของวิสาหกิจชุมชนมีอะไรบ้าง มี อยู่อย่างน้อย อย่าง คือ
1) ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ
2) ผลผลิตมาจากระบวนการในชุมชน
3) ริเริ่มสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมของชุมชน
4) มีฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับภูมิปัญญาสากล
5) มีการดำเนินการแบบบูรณาการเชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
6) มีกระบวนการการเรียนรู้เป็นหัวใจ
7) มีการพึ่งพาตนเองเป็นเป้าหมาย
วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากธุรกิจชุมชนอย่างไรขณะที่ธุรกิจชุมชนเน้นที่การบริหารจัดการมุ่งสู่ตลาดและมุ่งกำไร วิสาหกิจเน้นความร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อให้พึ่งตนเองได้ ขณะที่ธุรกิจชุมชนมีเป้าหมายได้ "รวย" วิสาหกิจชุมชนมีเป้าหมายให้ "รอด" ธุรกิจชุมชนมักจะดำเนินกิจกรรมเป็นเรื่อง ๆ อย่าง ๆ วิสาหกิจชุมชน เป็นระบบที่มีหลากหลายกิจกรรมเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เสริมกันแบบบูรณาการ ธุรกิจชุมชนดำเนินการตามรูปแบบและมักเลียนแบบ วิสาหกิจชุมชนมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเปรียบเทียบธุรกิจชุมชนกับการทำการเกษตรก็คล้ายกับการปลูกพืชเดี่ยว ขณะที่วิสาหกิจชุมชนคล้ายกับการทำเกษตรผสมผสานหรือวนเกษตร คือ แทนที่จะ 2-3 อย่าง ก็ทำ 20-30 อย่าง 
วิสาหกิจชุมชนเน้นที่เรื่องใดมากที่สุดเน้นที่วิธีคิดและกระบวนการเรียนรู้มากที่สุด เพราะปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องการผลติ ซึ่งชุมชนผลิตอะไรได้มาก มากมายจนไม่รู้จะขายที่ไหน ประเด็นวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ "วิธีทำ" แต่อยู่ที่ "วิธีคิด" ต้องปรับวิธีคิดใหม่ ถ้าทำแบบ "ปลูกพืชเดี่ยว" แต่ถ้าทำแบบเกษตรผสมผสานและวนเกษตรก็จะเน้นการทำวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้พอกินพอใช้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปสู่การจัดการเชิงธุรกิจ เมื่อพอเพียงและพึ่งตนเองได้ก็สามารถผลติให้เหลือเผื่อตลาดได้ ถ้าเกิดขายไม่ได้ก็ไม่เสียหาย ถ้าขายได้ก็เป็นกำไรวิสาหกิจชุมชนไม่ได้เอาตลาดมาเป็นตัวตั้ง แต่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ปฏิเสธตลาด แต่ไม่เอาตลาดเป็นเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ถ้าหากคิดจะนำผลผลติออกสู่ตลาดตั้งแต่ต้นก็อาจทำได้ แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อาจเรียกได้เป็น "สูตรเด็ดเคล็ดลับ" มาจากการรู้จักใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทรัพยากรในท้องถิ่น บวกกับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี ควรเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ สร้างรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งก่อนทำกินทำใช้ก่อนทดแทนสิ่งที่ซื้อจากตลาดให้มากที่สุด และหากจะนำผลิตภัณฑ์ตัวเก่งออกสู่ตลาดก็ควรเรียนรู้จักการจัดการและกลไกของตลาดให้ดี และไม่หวังพึ่งพาตลาดเป็นหลักแต่พึ่งตนเองและพึ่งพากันเองมากกว่า
วิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือ วิสาหกิจชุมชนมีฐานคิดอยู่บนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยยกตัวอย่างเพื่ออธิบายเรื่องนี้วิสาหกิจชุมชนไม่ใช่กิจกรรมเดี่ยว ๆ ที่พอเริ่มต้นก็ทำเยอะ ๆ เพื่อมุ่งสู่ตลาดใหญ่ แต่เป็นกลุ่มกิจกรรมที่ชุมชนคิดได้จากการเรียนรู้ จาการสำรวจวิจัยสภาพชีวิตของตนเองรวมทั้งศักยภาพและทรัพยากรต่าง ๆ ที่เป็นทุนของตนเอง ที่ยังไม่ได้มีการพัฒนา ยังไม่มีกระบวนการเพิ่มมูลค่าให้สิ่งเหล่านั้น กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ล้วนแต่เป็นการทำกิน ทำใช้ แทนการซื้อจากตลาด เป็นการจัดการระบบการผลิตและการบริโภคใหม่นั้นเอง เช่น จะจัดการเรื่อง ข้าวหมู เห็ด เป็ด ไก่ ปลา ผัก ผลไม้ น้ำปลา ยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน และข้าวของเครื่องใช้จำนวนมากซึ่งชุมชนทำได้เอง ผลติได้เอง โดยไม่ยุ่งยากอะไร แต่ไม่ทำเพราะคิดว่าจะหาเงินซื้อทุกอย่าง
การทำกินทำใช้ทดแทนการซื้อจากตลาดเท่ากับเป็นการลดรายจ่าย การลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องลดรายจ่าย เราเน้นเรื่องการเพิ่มรายได้โดยลืมไปว่า พอรายได้เพิ่มรายจ่ายก็เพิ่มและมักจะมากกว่ารายได้เสมอ ทำอย่างนี้จะไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่เสียหายหรือ น่าจะตรงกันข้าม คือ ทำให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่ปรับฐานเศรษฐกิจใหม่ ฐานที่เป็นฐานจริงในชุมชน ถ้าชุมชนเข้มแข็งอยู่รอดพึ่งตนเองได้เศรษฐกิจของประเทศก็เข้มแข็งและอยู่ได้ ที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจโตแต่ข้างบน ข้างล่างอ่อนแอ ทำให้การพัฒนามีปัญหา ระบบเศรษฐกิจแบบหัวโตขาลีบไม่น่าจะยั่งยืน ต้องคิดแบบองค์รวมและมองภาพรวมของ สังคมทั้งหมด วิสาหกิจชุมชนจัดการการผลิตและการตลาดพอเพียงอย่างไรการจัดการเป็นเรื่องใหญ่ที่ชุมชนต้องเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะจัดการอย่างไรให้ชุมชนทั้งตำบลมาร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด การบริโภคร่วมกันไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และที่สุดก็ทำซ้ำกันจนขายไม่ออกเหมือนทำกล้วยฉาบทั้งตำบล ทำแชมพูทุกหมู่บ้านแข่งขันกันขายหรือคนปลูกข้าวก็ปลูก ได้ข้าวมาก็เอาไว้กินส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็ขายพ่อค้า พ่อค้าเอาไปแปรรูปแล้วเราข้าวสารกลับไปขายในหมู่บ้าน ชาวบ้านคนปลูกขายข้าวเปลือกราคาถูก ชาวบ้านที่ไม่ปลูกก็ไปซื้อข้าวสารราคาแพงจากตลาดมากิน ทำอย่างไรจึงจะตัดวงจรที่ว่านี้ และสร้าง "วงจรเศรษฐกิจชุมชน" ขึ้นมาใหม่เชื่อมโยงทุกเรื่องที่ทำได้ ข้าว ปลา อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และทำแบบประสานพลัง (Synergy) และทำให้เกิดผลทวีคูณ คิดเชิงบวกยังน้อยไป ต้องคิดแบบทวีคูณ นี่คือลักษณะสำคัญของวิสาหกิจชุมชน มีตัวอย่างการคิดและทำแบบทวีคูณ หรือแบบวิสาหกิจชุมชนบ้างไม่หมู่บ้านส่วนใหญ่มักจะประกอบอาชีพหลัก ๆ อยู่ไม่กี่อย่าง เช่น ตำบลเขคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ปลูกยาง ปลูกปาล์มและทำการประมงชายฝั่ง มีรายได้จากกิจกรรม อย่างนี้ปีละประมาณ 60 ล้าน บาท มีหนี้สิน ธ.ก.ส แห่งเดียว 94 ล้านบาท ถ้ารวมธนาคารอื่น ๆ สหกรณ์ นายทุน กลุ่มต่าง ๆ ทั้งหมดแล้วเป็นหนี้ร้อยกว่าล้านบาท มีรายจ่ายประมาณ 200 กว่าล้าน บาท ทำให้ชาวบ้านอยู่ในวังวนของหนี้สินที่เพิ่มขึ้นทุกปีแบบไม่มีทางออก วันนี้ชาวบ้านเหล่านี้ได้เรียนรู้ ทำแผนแม่บทชุมชน และเข้าใสภาพาชีวิตของตนเองดี และเข้าว่าทำไม่จึงเป็นหนี้มากขนาดนั้น ตัดสินใจวางแผนทำวิสาหกิจชุมชน จากที่ทำ อย่าง มาทำ 39 อย่าง จัดระบบเศรษฐกิจชุมชนใหม่หมด โดยใช้ "ทุน" ของชุมชนให้มากที่สุด ทำให้เกิดระบบอาหารระบบของใช้ ระบบทุน ระบบการผลิต ระบบการจัดการผลิต และระบบตลาดขึ้นมาระบบเหล่านี้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น โรงสีข้าว โรงงานน้ำดื่ม น้ำแข็ง ทำขนม การเลี้ยงวัว เป็ด ไก่ ให้ได้ เนื้อและไข่ การเลื้ยงปลา การปลูกผัก โรงงานผลิตยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน ยาสระผม ผงซักฟอก สบู่ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานปุ๋ย น้ำมันดีเซลปาล์ม กลุ่มออทรัพย์ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระบบสวัสดิการชุมชน การเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปูนิ่มชุมชน ทุนเงินของชุมชนอาจจะไม่มาก แต่ทุนของชุมชนยังมีทรัพยากรความรู้ภูมิปัญญาและอื่น ๆ ซึ่งตีค่าเป็นเงิน หรือประเมินค่ามิได้ แต่ก็มีความสำคัญสำหรับวิสาหกิจชุมชน
สรุปว่าชุมชนให้ทุนตัวเองเป็นหลัก แต่ก็ต้องการทุนจากภายนอก เช่น จากหน่วยงานราชการ เอกชน หรือสถาบันการเงินเพื่อไป "สมทบ-เติมเต็ม" ให้ชุมชน 
การตลาดของวิสาหกิจชุมชนทำอย่างไรประการแรก คือการทำเพื่อบริโภคในครอบครัวในชุมชน และระหว่างชุมชนที่เป็นเครือข่ายในระดับตำบลและระหว่างตำบล เช่น การผลิตน้ำปลาให้พอเพียงกับความต้องการของตำบลก็คำนวณได้ไม่ยาก เช่น ถ้าตำบลหนึ่งบริโภคประมาณ 20,000 ขวดต่อปี ก็จัดการผลิตให้ได้เท่านั้น ให้ชุมชนถือหุ้น และช่วยกันขายช่วยกันบริโภคภายในตำบล
ถ้าระหว่างตำบล ระหว่างจังหวัดก็แลกเปลี่ยนผลผลิตกันได้ ดังที่มีกานำข้างจากยโสธรไปแลกกับไม้ยางและขี้เลื่อยที่นครศรีธรรมราช (เพื่อเอามาเพาะเห็น) เป็นต้นประการที่สอง ถ้าหากมีผลิตภัณฑ์บางตัวที่เก่งพอทีจะออกไปสู่ตลาดใหญ่ได้ก็เป็นเรื่องของกลไกการตลาดที่ต้องกรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีลักษณะเฉพาะ ดังกรณีน้ำหมากเม่าของเครือข่ายอินแปงที่ภูพานก็เริ่มจากการทำกินเองไม่กี่พันขวด ไม่กี่ปีก็เพิ่มผลผลิตไปหลายหมื่นขวดเพราะความต้องการของตลาดอยู่เฉย ๆ ก็มีพ่อค้าแม่ค้าขอซื้อไปจำหน่ายในตลาด มีขายแม้ในสนามบินสกลนครนอกจากกลไกของตลาดก็เป็นเรื่องของเครือข่ายผู้บริโภคที่เป็นชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองซึ่งประสานกับชุมชนผู้ผลิตให้สินค้าจากหมู่บ้านเข้าไปสู่ตลาดเมืองด้วยความมั่นคงกว่าการไปแข่งขันกับผู้ผลิตอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ตรงนี้ต้องมีการจัดการโดยกระบวนการ "ประชาสังคม" ซึ่งในสังคมไทยยังคงต้องพัฒนากันอีกมา ที่ญี่ปุ่นมีกระบวนการนี้มานานที่เรียกกันว่า ไดอิจิ เชื่อมประสานระหว่างชุมชนในชนบทที่ผลิตกับชุมชนเมืองผู้บริโภคทำกันเป็นกระบวนการเป็นระบบ 

สรุปว่า วิสาหกิจชุมชนมีกี่ประเภท 
วิสาหกิจชุมชนอาจแบ่งได้เป็น ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1)            วิสาหกิจชุมชนพื้นฐาน อันได้แก่ การดำเนินการต่าง ๆ เพื่อกินเพื่อใช้ในชุมชน เพื่อให้ครอบครัวพึ่งตนเองได้ ให้ชุมชนเกิดความพอเพียงอย่างน้อยให้พออยู่พอกิน หรือพอกินพอใช้เมื่อลดรายจ่าย รายได้ก็เพิ่มขึ้น แปลว่า แม้ทำเพื่อกินเองใช้เองก็ทำให้เกิดรายได้เหมือนกัน และน่าจะดีกว่าอีก เพราะถ้ามุ่งแต่เพิ่มรายได้ โดยไม่เน้นการทำทดแทนการซื้อ เราก็จะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งก็คือ ที่มาของปัญหาหนี้สินหรือสถานการณ์ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" ของผู้คนในขณะนี้
2)            วิสาหกิจชุมชนก้าวหน้า อันได้แก่ การนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดบริโภค และรวมไปถึงผลผลิตทั่วไปที่เหลือกินเหลือใช้ในท้องถิ่นที่นำออกสู่ตลาดบริโภค โดยการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต หีบห่อ การตลาด และการจัดวางต่าง ๆ เพื่อให้สามารถ "แข่งขัน" ได้อย่างไรก็ดี ชุมชนต้องไม่กระโดดข้ามขั้น ต้องพัฒนาจากขั้นพื้นฐานไปสู่ขั้นก้าวหน้าที่ละขั้น
สรุปแล้ว ตลาดผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีกี่ประเภทตลาดอาจแบ่งได้เป็น ตลาดใหญ่ คือ 1) ตลาดในท้องถิ่น ได้แก่ ตลาดในหมู่บ้าน ระหว่างหมู่บ้านเครือข่ายชุมชน ตลาดนี้เรียกว่า "ตลาดเพียงพอ" และ 2) ตลาดทั่วไป ที่เรียกว่า "ตลาดบริโภค" 
อย่างไรก็ดี ควรจะมีตลาดที่ คือ "ตลาดผูกพัน" ตลาดนี้จะต้องเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานองค์กร สถาบัน ประชาสังคม ที่จะสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน โดยการตรงลงที่จะซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนหนึ่ง ตำบลหนึ่ง หรือเครือข่ายหนึ่ง ปีละจำนวนหนึ่ง เช่น รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งลงนามซื้อผ้าฝ้ายทอเอง ย้อมสีธรรมชาติจากกลุ่มแม่บ้านของตำบลหนึ่ง จำนวน 10,000 เมตรต่อปี เพื่อนำไปให้พนักงานตัดชุดไทยใส่ทุกวันศุกร์ หรือโรงพยาบาลแห่งหนึ่งตกลงซื้อข้าวกล้องกลุ่ม เกษตรกรแห่งหนึ่งปี หนึ่ง 10 ตัน เพื่อให้คนไข้รับประทาน เป็นต้น
วิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับโครงการ ตำบล ผลิตภัณฑ์อย่างไรวิสาหกิจชุมชนทำให้ชุมชนมีระบบคิด ระบบจัดการที่ชัดเจน แยกแยะได้ว่า อะไรที่ทำเพื่อกินเพื่อใช้และอะไรที่เหลือกินเหลือใช้ และอะไรที่ดีพอที่จะเอาออกสู่ตลาดใหญ่ ตัวหลังนี่เองเรียกกันว่า "หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์" คือ ตำบลหนึ่งคัดเอาผลิตภัณฑ์ตัวเก่งที่สุดออกไปสู่ตลาดใหญ่ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ถือว่าเป็น "พระเอก" หรือ "นางเอก" ที่ออกไปแล้วสู้ใครเขาได้เป็น
ผลิตภัณฑ์ที่ตำบลได้คัดเลือกแล้ว ชาวบ้านในตำบลมีความภูมิใจในผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น มีลักษณะเด่นเฉพาะพองตัวเอง มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของที่อื่น ๆ
วิสาหกิจชุมชนเกี่ยวอะไรกับกองทุนหมู่บ้าน ล้านบาทเกี่ยวในแง่ที่ว่า ชุมชนมีแผนการจัดการทุนของตนเองอย่างเป็นระบบขึ้น เงินกองทุน ล้านบาทจากรัฐก็จะมีแนวทางการจัดการ นำไปเสริมความเข้มแข็งของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะให้กู้ไปทำอะไรก็ได้แบบต่างคนต่างทำ นำไปร่วมทุนในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชุมชนได้วางแผนเมื่อผ่านการเรียนรู้เงิน ล้านบาทก็จะมีมูลค่าทวีคูณ 
วิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับโครงการพักชำระหนี้อย่างไรหนี้สินด้านหนึ่งเป็นปัญหาของความโกลาหลของชีวิตที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความรู้เท่าทัน ขาดการจัดการที่ดี การเรียนรู้ทำแผนแม่บทและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเป็นกระบวนการจัดระเบียบชีวิตใหม่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของชุมชน เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้จักตัวเอง ชุมชน และโลก แล้วสืบค้นหาศักยภาพและทุน พร้อมกับทางเลือกใหม่ แล้วจึงพัฒนาศักยภาพและทุนเหล่านั้น
ด้วยวิธีการใหม่ที่เป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่ทำอะไรเดี่ยว ๆ และมุ่งเพียงแต่การเพิ่มรายได้ แต่เน้นการลดรายจ่ายซึ่งจะทำให้รายได้สูงขึ้น และจะมีเงินที่สามารถแบ่งไปใช้หนี้ได้
จุดแข็งของชุมชนเพื่อการทำวิสาหกิจชุมชนมีอะไรบ้างจุดแข็งของชุมชนมีอย่างน้อย 3 อย่างคือ
หนึ่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนยังมีป่า ดิน น้ำ ธรรมชาติที่มากด้วยสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตเป็นอาหาร เป็นยา เป็นของใช้ต่าง ๆ ถ้าหากค้นให้พบคุณค่า สิ่งเหล่านั้นก็จะมีมูลค่า ดูแลหญ้าแห้วหมู หญ้าคา หญ้าแพรก ซึ่งคนยุคใหม่วันนี้เรียกกันว่า "วัชพืช" และพยายามทำลายด้วยสารเคมีก็ล้วนมีคุณค่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขับปัสสาวะ ลดความดัน ยอดหญ้าแพรกยังเอามาชุบแป้งทอดกันได้ และวัสดุดีที่สุดมาจากธรรมชาติ และธรรมชาติของไทยในเขตร้อนชื้นก็อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สอง ภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ว่าจะหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า แต่ก็ยังมีเหลืออยู่ไม่น้อย และหารู้จักค้นหานำมาประยุกต์และผสมผสานก็อาจได้สิ่งสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าและมูลค่า
สาม เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ยังมีเพียงพอให้ฟื้นขึ้นมาจนสามารถพึ่งพาอาศัยกัน ร่วมกันจัดการองค์กรชุมชนและเครือข่ายในเชิงเศรษฐกิจร่วมกันจัดการทรัพยากรผลผลิตต่าง ๆ แบ่งกันผลิและร่วมกันบริโภค กาผลิตของกิน
ของใช้จะได้ไม่ล้นตลาด เกิดความพอเพียงชุมชนพึ่งตนเองได้
พูดอีกนัยหนึ่ง ชุมชนมี "ทุน" สำคัญ ๆ อยู่ ทุน ซึ่งเป็นจุดแข็งของตนเอง คือ 1) ทุนทรัพยากร 2) ทุนทางวัฒนธรรม 3) ทุนทางสังคม

การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนวันนี้ใครทำอะไรอย่างไรบ้างร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชนได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2544 ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการ พ.ร.บ ฉบับนี้ส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนทั้งการเรียนรู้ ทุนโครงสร้างพื้นฐาน มาตรา การภาษีและอื่น ๆ 
วันนี้ได้เริ่มมีมาตรา การส่งเสริมสนับสนุนโดย ธ.ก.ส ซึ่งจัดเตรียมทุนไว้ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทอย่างไรก็ดี แม้ยังไม่มี พ.ร.บ
ฉบับนี้ทุกฝ่ายก็สามารถส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้ เช่น การปรับโครงการสร้างและระบบการดำเนินงานขององค์กรของรัฐ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เช่น การจัดการเรื่องโรงเรียน การจัดซื้อข้าวของต่าง ๆ ตั้งแต่นมเด็ก อาหารกลางวัน เสื้อผ้านักเรียน ล้วนแต่สามารถโยงไปถึงการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนได้หรือการจัดการทาการเกษตร พันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ ปลา และอื่น ๆ หน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทุกแห่งล้วนแต่ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ ตั้งแต่เสื้อผ้า (เอาแค่ให้ครู นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการหลายคนแต่งกายอาทิตย์ละครั้งด้วยผ้าพื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่น) ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้ อาหารต่าง ๆ ที่ผลิตโดยชุมชน เหล่านี้ถ้าหากมีการปรับโครงสร้างและจัดระบบที่โปร่งใสกระจายอำนาจ (Good government) วิสาหกิจชุมชนก็เกิดได้และมั่นคงยืนยาว
โครงสร้างและระบบแบบนี้เกิดได้ถ้าหากเกี่ยวข้องกับนโยบายภาพรวมแบบองค์รวมและบูรณาการหรือมีการคิดแบบประสานพลัง (Synergy) ผลก็จะเกิดกับสังคมไทยเป็นทวีคูณ

สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน คืออะไรสถาบันแห่งนี้เป็นองค์การร่วมหรือโครงการร่วม (Joint Programmer) ระหว่างมูลนิธิหมู่บ้าน ธ.ก.ส ปตท. และ สวทช. (สถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) เป็นการประสานพลังทำงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนโดยอาศัยศักยภาพของทั้ง องค์กรนี้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและการจัดการต่าง ๆ อย่างครบวงจร
มูลนิธิหมู่บ้านทำงานกับชุมชนและกลุ่มเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ มีข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน
ธ.ก.ส มีสาขาและเครือขายชุมชนและกลุ่มเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ มีบุคลากรมีประสบการณ์และมีทุนในการส่งเสริม
อุตสาหกรรมและธุรกิจชุมชนโดยเฉพาะในด้านการเกษตร
ปตท. มีความรู้และประสบการณ์การบริหารจัดการ มีทุน และมีสถานีบริการน้ำมันอยู่กว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ เป็นที่ประชาสัมพันธ์และเป็นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์บางอย่างของวิสาหกิจชุมชนได้
สวทช. มีความรู้ ประสบการณ์ และสามารถเชื่อมประสานบุคลากรที่เป็นอาจารย์ในสภาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อร่วมกันตอบสนองวิสาหกิจชุมชนในส่วนที่ต้องการข้อมูลความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ สถาบันยังร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เช่น กระทรวงกลาโหม โดยร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ทำแผนแม่บทชุมชนทำนองเดียวกัน นอกนั้นยังร่วมมือกับสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติทำให้เกิดศูนย์ไอทีตำบล โดยการร่วมมือกันทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในโรงเรียนและ การพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน
สถาบันนี้จะส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างไร1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การทำแผนแม่บทให้ครบทุกตำบล เพราะเชื่อว่าการทำแผนแม่บทเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ที่นำไปสู่การพัฒนาวิสากิจชุมชน และส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้หลังการทำแผนแม่บท เฉพาะเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการบริหารจัดการ
2. ส่งเสริมให้เกิดระบบเศรษฐกิจรากหญ้าที่เชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับ ตำบล ระหว่างตำบล จังหวัด และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจส่วนอื่น ๆ และเศรษฐกิจมหาภาค
3. ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดนโยบาย เพื่อให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของวิสาหกิจ
ชุมชน และร่วมกันให้การส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่การปรับนโยบาย โครงสร้างและระบบที่เอื้อต่อการพัฒนาและการดำเนินการวิสาหกิจชุมชน 
แหล่งอ้างอิง: https://www.gotoknow.
org/posts/122439